วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มองโลก มองชีวิต

ตั้งแต่ย้ายมาอยู่หอพักภายในมหาวิทยาลัยที่หาดใหญ่ ผมก็ยังไม่ได้อัพเดทบล็อกของผมสักครั้ง เนื่องจากกำลังวุ่นอยู่กับกิจกรรมมากมาย เมื่อกิจกรรมจบ ก็ใกล้สอบพอดี จึงต้องเอาเวลาไปอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน จนกระทั่งสอบเสร็จไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  การสอบก็หนักพอควรเนื่องจากเป็นการสอบครั้งแรก แต่คิดว่าต่อไปคงจะปรับตัวได้มากขึ้น เป็นประสบการณ์ที่ดี เพื่อเราจะได้มาปรับปรุงวิธีการเรียนของตนเองด้วย

วันนี้ อยากจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่เต็มไปด้วยการแสวงหาความหมายของผม ซึ่งการแสวงหาก็ยากที่จะสิ้นสุด คงจะได้โพสต์ลงเรื่อย ๆ 

ตั้งแต่ยุคฮิปปี้ ยุคบุปฝาชน ได้มีผู้คนวัยหนุ่มสาวจำนวนมากออกจากชีวิตแบบเดิม ๆ เพื่อแสวงหาความหมายของชีวิต แสวงหาเสรีภาพ แสวงหาสันติภาพ บ้างก็ออกจากสถาบันการศึกษาลงสู่ถนน มุ่งสู่ชนบท จนกลายเป็นกระแสไปทั่วโลก และในขณะนั้นก็เป็นกระแสต่อต้านสงครามด้วย (ในสมัยนั้นเป็นช่วงต่อต้านสงครามเวียดนาม) คนหนุ่มสาวบางกลุ่มก็อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด ความฝันเริ่มจางหาย คนจำนวนมากกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่ก็ยังมาพบปะกันด้วยบรรยากาศแบบเดิม ๆ เล่นดนตรี นั่งรอบกองไฟ โชคดีที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศอย่างนั้นกับกลุ่มเพื่อนของพ่อแม่ผม ที่เป็นยุคเสรีชน เพื่อชีวิต จึงได้ซึมซับความคิดมากเป็นจำนวนมาก 

ในสมัยนี้ คนที่แสวงหาความหมายของชีวิตมีจำนวนไม่มาก แต่ก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความเครียดจากการใช้ชีวิตภายในเมืองทำให้คนหนุ่มสาวตั้งคำถามกับชีวิตของตน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น บางครั้งผมนั่งมองตนและสงสัยว่า การที่เราเกิดมานั้น เรามีความหมายอะไร ชีวิตนั้นคืออะไร  แม้ผมจะเกิดมาในสังคมพุทธ แต่ก็เป็นพุทธเสรีที่ไม่ยึดติดในจารีตจนเกินไป ทำให้ผมเปิดกว้างทางความคิด ค้นหาสัจธรรมทั้งหลาย เริ่มแรกก็ได้อ่านหนังสือ คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งก็ได้ให้ความหมายและจุดหมายของชีวิตอย่างมีเหตุผล ปราศจากเรื่องงมงายอันเป็นเนื้องอกของศาสนาทำให้เกิดการยึดติดมากขึ้น การที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดแนวนี้ ทำให้ผมเริ่มศึกษาเรื่อง เซน นิกายหนึ่งในพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในดินแดนจีนและไปเจริญงอกงามในประเทศญี่ปุ่น 

เซน มีแนวคิดที่ให้คนเราอยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ปราศจากพิธีรีตองที่เกะกะ และน้อมจิตสู่ความว่าง เซนไม่สอนให้ไปสู่สวรรค์ ภพหน้า หรือนิพพานแต่อย่างใด เนื่องจากความคิดดังกล่าวไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลยนอกจากจะทำให้จิตใจรกรุงรังไปด้วยความอยาก โดยบางครั้งก็ปราศจากการปฏิบัติ แต่เซนกลับสอนให้มองที่ปัจจุบันเป็นหลัก เส้นทางนั่นแหละคือจุดหมาย ดังนั้นไม่ต้องมองไปข้างหน้าให้มากนัก แม้เซนจะสอนให้ใช้ชีวิตตามปกติ แต่เซนก็มีการนั่งสมาธิหรือที่เรียกว่า ซาเซน  การนั่งสมาธิแบบนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพ้นทุกข์ เพื่อมีทิพยจักษุ หรือบรรลุแต่อย่างใด กลับเป็นเพียงแค่การนั่ง นั่งเฉย ๆ กลับสู่ความสงบเรียบง่าย กลมเกลียวกับธรรมชาติเท่านั้น

ด้วยเหตุที่กล่าวมา เซนจึงเป็นหนึ่งในพื้นฐานความคิดของผม แต่นอกเหนือจากนั้น ผมก็ยังศึกษาเรื่องทางปรัชญาแนวอื่นด้วยเช่น อัตถิภาวะนิยม (Existentialism) ที่ได้รับการนิยามโดย ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ เป็นแนวคิดที่ปฏิเสธความรกรุงรังจากการเมื่อเรื่องอภิปรัชญาของนักปรัชญายุคก่อน ๆ ที่มองสิ่งรอบนอกตัวมนุษย์ก่อน อัตถิภาวะนิยมเน้นเรื่องเสรีภาพของมนุษย์ และมองว่า ชีวิตมนุษย์กำหนดโดยมนุษย์เองมิใช่เรื่องเหนือธรรมชาติอื่นใด แต่ก็หาใช่เสรีภาพอันไร้ขอบเขตเนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและมนุษย์ต้องรับผิดชอบการตัดสินใจทั้งหลายอันเกิดจากเสรีภาพนั้น  ปรัชญาสำนักนี้ถือได้ว่าน่าสนใจทีเดียวสำหรับผู้ที่ชอบการแสวงหา (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ สารานุกรมปรัชญา: อัตถิภาวะนิยม

และเมื่อแสวงหาคำอธิบายแล้ว เราก็หันกลับมาสู่การแสวงหาเชิงศิลปะบ้าง ศิลปะนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างสีสันแก่ชีวิตของมนุษย์ เหมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า "วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ทำให้โลกเราน่าอยู่มากขึ้น แต่ศิลปะ งานเขียน บทกวีต่างหาก ที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่" (ผมอาจจำข้อความได้ไม่ถูกต้องเท่าไรนัก แต่โดยรวม ใจความก็ออกมาในแนวนี้) ผมชื่นชอบเพลงไทยยุคเพื่อชีวิต และเพลงสากลในยุคฮิปปี้ ที่เนื้อหาเน้นความเรียบง่าย เสรีภาพ บ้างก็เสียดสีสังคมและกระตุ้นในผู้คนมองสังคมในมุมที่ต่างออกไป บทเพลงในยุคนั้น จะมีนอกหาที่ฉีกกรอบของจารีตออกไป เผยให้เห็นถึงชีวิตในมุมใหม่ แนวทางใหม่นี้รวมไปถึงบทกวีที่มักเรียกกันว่า กลอนเปล่า (Blank Words) ที่ปราศจากฉันทลักษณ์ใด ๆ แต่มุ่งเน้นอารมณ์และความรู้สึกที่ต้องถ่ายทอดออกมา ผ่านการจัดถ้อยคำและเว้นวรรค เว้นช่องว่างสำหรับความคิดของแต่ละคน

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือ แนวคิดพื้นฐานที่ผมชื่นชอบ แต่แนวทางนี้ก็ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องที่สุดสำหรับทุกคน ผมคิดว่า แนวทางที่ถูกต้องนั้นไม่มี มีเพียงแนวทางที่เหมาะสมกับปัจเจกบุคคล 

สุดท้ายนี้ผมขอฝากบทเพลง Blowin' In The Wind แต่งโดย Bob Dylan ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของเพลงในยุคฮิปปี้ที่ตั้งคำถามต่อสังคม และกระตุ้นให้คนเห็นคุณค่าของสันติภาพ

Blowin' In The Wind ขับร้องโดย Peter, Paul and Mary


ขอทุกท่านจงมีความสุข และก้าวเดินไปบนหนทางของตน...

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ปกป้องกระบี่จากถ่านหิน

สวัสดีครับ...

เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่ติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมอยู่เรื่อย ๆ คงจะทราบดีถึงโครงการที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่นะครับ แต่ว่า หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า มันมีผลเสียอย่างไรต่อระบบนิเวศ ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน และระบบเศรษฐกิจ บางท่านอาจตำหนิว่า มัวแต่ต่อต้าน ไม่ทำให้ประเทศพัฒนา... (พัฒนาลงเหวน่ะหรือ พัฒนาไปสู่เมืองมลพิษระดับโลกน่ะหรือ)

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เบื้องต้น ทาง Greenpeace Thailand ได้จัดทำวิดีโอมาเพื่ออธิบายให้ท่านได้เข้าใจว่า ทำไมเราต้องต่อต้าน ทำไมต้องคัดค้าน ท่านยังไม่ต้องเชื่อ แต่ขอให้ไตร่ตรองให้ดี และเป็นการดีที่จะไปหาข้อมูลที่เชื่อถือได้โดยไม่ใช่ข้อมูลที่บิดเบือนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการนี้

หวังว่าท่านจะได้รับประโยชน์จากวิดีโอนี้ไม่มากก็น้อยครับ
.....................................................................

“พลังงานเราสามารถหามาทดแทนได้ แต่จังหวัดอย่างกระบี่ คงหาอะไรมาทดแทนไม่ได้” ป๊อด ธนชัย อุชชิน

การเคลื่อนไหวของพลังสร้างสรรค์เพื่อปกป้องกระบี่ | Greenpeace Thailand


......................................................................................................

ท่านสามารถร่วมลงชื่อเพื่อปกป้องกระบี่ อัญมณีแห่งอันดามัน และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Protect Krabi (ปกป้องกระบี่จากถ่านหิน)

วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Happiness is here and now

ขอมอบเพลงเบา ๆ ให้ทุก ๆ ท่านนะครับ...

ไม่ขอเขียนอะไรมาก ฟังเพลงกันดีกว่า


วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เส้นทางชีวิต ความฝัน สู่รั้วมหาวิทยาลัย

วันนี้ว่าง ๆ อยากเขียนบล็อกเกี่ยวกับเส้นทางในการเข้ามหาวิทยาลัยของตัวเองสักหน่อย ถ้าลองไปดูบทความเก่า ๆ ก็จะเห็นบทความ ศาลายา เพียงเวลาสั้น ๆ ซึ่งเล่าถึงชีวิตของผมตอนอยู่ศาลายา ชื่อบุคคลในเรื่องราวผมได้สงวนไว้ แต่เรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง (แต่ก็ยังเล่าไม่หมด ไว้มีเวลาจะมาเล่าเป็นเรื่อง ๆ เลยครับ)

มาวันนี้ ผมขอเล่าถึงเรื่องเส้นทางชีวิตสู่มหาวิทยาลัยของผมกันบ้างดีกว่า...

ผมก็เหมือนเด็กเรียนทั่วไปที่มีความฝัน ผมฝันอยากจะแพทย์ หรือไม่ก็นักวิจัย ซึ่งเดิมที ผมอยากจะเป็นนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กเพราะผมมีความสนใจเกี่ยวกับไดโนเสาร์ ทำให้ชอบศึกษาหาความรู้เพิ่งเติมไปเรื่อย และก็ค้นไปจนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์แทบจะทุกแขนง รวมถึงการแพทย์ (แต่ยังไม่มีความฝันจะแพทย์แม้แต่นิดเดียว) จนกระทั่ง ผมอยู่ชั้น ม.4 (ปี 2552) ซึ่งผมเข้าศึกษาในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

เมื่อเริ่มขึ้น ม.ปลาย ก็มักจะมีโครงการค่ายต่าง ๆ เปิดให้เราเข้าไปสัมผัสชีวิตการศึกษาในแต่ละสาขา แต่ละสถาบัน ตอนนั้นมี ค่ายเส้นทางสู่หมอศิริราช ครั้งที่ 11 กำลังเปิดรับสมัคร วิธีการสมัครคือ ตอบคำถามที่ทางค่ายถามมาเพื่อดูทัศนคติของเรา และนำไปคัดเลือก (คงเป็นเพราะมีคนสมัครทั่วประเทศ ไม่สามารถรับทุกคนได้) ตอนนั้นผมแค่อยากลองเข้าไปดูการเรียนแพทย์ แต่ยังไม่ได้คิดอยากเป็นหมอ พอมาเล่าให้พ่อฟังว่ามีค่าย พ่อก็บอกลองสมัครไปดูสิ เสียตังค์ไม่เท่าไรเอง

ในที่สุด ผมก็สมัครและได้รับคัดเลือกให้ไปเข้าค่ายนี้ ซึ่งจัดขึ้นช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม เริ่มแรกก็แนะนำประวัติความเป็นมาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จากนั้นก็มีกิจกรรม และพาไปดูห้องแล็บ ศึกษากายวิภาคจากร่างอาจารย์ใหญ่ (ผู้บริจาคร่าง) ค่ายจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน ไป-กลับเอง

หลังจากวันนั้น ผมเริ่มมีความสนใจในการศึกษาแพทยศาสตร์ นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้คน ยังสามารถศึกษาและเข้าใจสิ่งใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

พอถึงเดือนธันวาคม ผมก็ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมกิจกรรม ค่ายสู่ฝันวันเป็นหมอ ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คราวนี้เข้าค่ายสามวันที่ มศว.องครักษ์ จ.นครนายก และค้างคืนในแคมปัสนั้นเลย ครั้งนี้ได้ใกล้ชิดกิจกรรมหลาย ๆ อย่างเหมือนกัน ได้ดูการทำคลอด พบผู้ป่วยแผนกต่าง ๆ ฟังเสียงหัวใจ และอื่น ๆ อีกมากมาย จนกระทั่ง ผมมีความสนใจจะศึกษาและทำงานในด้านนี้อย่างจริงจัง

โดยสรุปความใฝ่ฝันในตอนนั้นก็คือ อยากเป็นนักวิจัย หรือแพทย์ อย่าหาว่าผมโลเลอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ โดยส่วนตัว ผมมักชอบศึกษาหลาย ๆ แขนงไปควบคู่กันอยู่แล้ว ฉะนั้นผมจึงชอบในหลาย ๆ ด้าน แม้แต่โบราณคดี วรรณกรรม และศิลปะ แต่ว่าสาขาที่ชอบและอยากทำงานก็คือวิทยาศาสตร์ทั้งหลายนี่แหละครับ (รวมถึงแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ แต่สาธารณสุขศาสตร์กับเทคนิคการแพทย์นี้ ผมสนใจศึกษา แต่ไม่ได้สนใจจะทำงานด้านนี้สักเท่าไร)

เมื่อผมอยู่ ม.6 และกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยผมจึงสมัคร กสพท. เพื่อสอบเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ และสมัครสอบรับตรงของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทั้งสองใช้คะแนนสอบวิชาสามัญ 7 วิชาที่จัดโดย สทศ. ในปีนั้นผมรู้สึกว่าตนเองยังไม่ค่อยมีความเป็นผู้ใหญ่สักเท่าไร หนังสือเตรียมสอบมหาวิทยาลัยก็แทบไม่ได้อ่าน ข้อสอบ 7 วิชาก็รู้สึกว่ามันยากมาก ๆ (เป็นปีแรกที่จัด และยังไม่มีแนวข้อสอบมาก่อนเลย) ทำให้ผมเลิกสนใจในเรื่องรับตรงที่เหมือนจะไม่มีโอกาสแล้ว ผมไปใส่ใจกับการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2555 โดยพยายามทบทวนบทเรียนให้มากขึ้น (แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มากขึ้นเลย)

ในเดือนมกราคม ช่วงที่ผลสอบรับตรงของมหาวิทยาลัยมหิดลคณะต่าง ๆ ออกมา ผมไม่ได้สนใจเลย จนกระทั่งเพื่อนมาบอกว่า สอบติดคณะวิทยาศาสตร์แล้ว ผมก็งง ๆ และลองเปิดดู ปรากฏว่าติดจริง ๆ อย่างไม่ได้คาดหมาย (แต่หวังอยู่ลึก ๆ) จากนั้นก็ไปสอบสัมภาษณ์ และผลก็ปรากฏว่า ผ่าน

ผมเป็นคนไม่ค่อยคิดจะซิ่วเลย คิดว่าสอบติดที่ไหนก็จะเรียนที่นั่นจนจบ เพราะที่เลือกไว้ทั้งหมดก็ล้วนแต่สนใจจะเข้าศึกษา ไม่ได้สมัครเพื่อแค่ว่าได้เรียนได้ติด ในที่สุด ผมก็เข้าศึกษาที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลอย่างมีความสุข บรรยากาศปี 1 ที่ศาลายาก็ดีเหลือเกิน มีวิชาศึกษาทั่วไปหรือชาวมหิดลเรียกกันว่า มูเก้ (MUGE) ที่จะได้เรียนรวมกับหลาย ๆ คณะ เวลาผ่านไปอย่างมีความสุขหลงระเริงกับกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งของคณะ ของกลุ่มเพื่อน และชมรมพุทธศาสตร์ที่เป็นเหมือนบ้านอีกหลัง แม้จะมีขัดใจกันบ้างตามปกติของมนุษย์ แต่สุดท้ายทุกคนก็สามารถพึ่งพากันได้ (เล่าย่อ ๆ แค่นี้สำหรับชีวิตที่ศาลายา ไว้วันหลังจะมาเล่าโดยละเอียดเลยครับ)

กล่าวโดยสรุป ชีวิตที่ศาลายาก็เป็นชีวิตที่ดี ผมก็ภูมิใจในคณะและสถาบันของผม จนกระทั่งคืนหนึ่ง ผมเกิดฝันว่า มีรุ่นพี่ที่ค่ายหมอศิริราชและอาจารย์ใหญ่มาบอกว่า "รออยู่นะ" ทำให้วันรุ่งขึ้น ผมวุ่นวายใจทั้งวัน คิดแต่เรื่องว่า เราควรจะลองสอบหมออีกไหม ที่ฝันนั้น ก็คงเป็นเพราะว่าในใจลึก ๆ อยากเรียนแพทย์อยู่นั่นแหละ โทรมาปรึกษาพ่อแม่ในที่สุด ก็คิดสอบ เรียนไปด้วย ทบทวนตำราไปด้วย แต่เนื่องจากเทอมแรกยังปรับตัวไม่ได้ เกรดที่ออกมาจึงไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก แต่โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาของผม เข้าใจนักศึกษาใหม่เป็นอย่างดีและคอยเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง (เอาใจใส่และคลุกคลีกับนักศึกษามากจนบางทีพูดถึงแล้ว ก็ซาบซึ้งใจที่อาจารย์มหาวิทยาลัยใส่ใจนักศึกษาอย่างเราได้มากขนาดนี้)

ที่คณะมีเพื่อนที่คิดจะซิ่วเหมือนกันอยู่จำนวนหนึ่ง บางคนก็ลาออกไปตั้งแต่สอบกลางภาคครั้งแรก บางคนก็อยู่ 1 เทอม ใจผมก็หวิว ๆ ที่เพื่อนลาออกไปมากมาย ส่วนผมก็เรียนไปด้วย อ่านเตรียมสอบหมอไปด้วย และทำกิจกรรมร่วมกับชมรมพุทธศาสตร์ไปด้วย จนสอบความถนัดแพทย์ สอบ 7 วิชาผ่านไป คะแนนออกมาสูงกว่าเดิมมาก ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำมาทั้งหมด แต่ว่าคะแนก็ไม่ได้สูงจนถึงขั้นที่จะสอบติดแพทย์ แต่ว่าเมื่อทำคะแนนได้ดีขึ้นขนาดนี้แล้ว ทำให้ผมเริ่มลังเลว่า ปีนี้ไม่ได้เอาจริง ควรไหมที่เราจะลองอีกครั้ง อีกอย่าง ช่วงนั้นกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเลือกสาขาวิชาเอกที่จะเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ ผมยังตัดสินใจไม่ได้ ที่ชอบก็มีพฤกษศาสตร์และชีววิทยา แต่มันก็ยังติดขัดในใจ เพราะยังไม่ได้ชอบมากที่สุด

วันนั้นเป็นเย็นวันศุกร์ที่ประกาศผล 7 วิชา (ปี 2556) ผมมาอย่ที่บ้าน ปรึกษาพ่อแม่ ในที่สุดวันจันทร์ ผมกลับไปศาลายา และไปลาออกจากคณะ คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน อาจารย์ก็เข้าใจ แถมยังส่งเสริมให้เราเรียนในสิ่งที่เราชอบจริง ๆ

ปีนั้น เราก็ยื่นแอดมิชชันเข้า สาขาวิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสาขาที่เราเคยใฝ่ฝันไว้ตอนเด็ก ๆ แต่เลิกสนใจไปในช่วงหลัง ผมใช้คะแนนเก่ายื่นและก็ติด ผมคิดว่า ที่เป็นสาขาที่ชอบรองจากแพทย์ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า ถ้าไปติดแพทย์คราวนี้ ก็คงไปด้านนี้จนจบ

แต่ด้วยอารมณ์ภาคภูมิใจในช่วงนั้น ทำให้เริ่มลืมเป้าหมายเดิมที่จะเรียนแพทย์ กลับคิดว่าจะเรียนที่นี่เลย ไม่สอบอีกแล้ว แต่ว่า คืนเดียวกันกับปีก่อน (วันที่ เดือน เดียวกัน) ผมฝันถึงอาจารย์ใหญ่อีกแล้ว ฝันถึงคณะแพทย์ ผมจึงตระหนักได้ว่า ไม่ว่าอย่างไร ผมก็ลืมความฝันที่จะเข้าคณะแพทย์ไม่ลง แม้จะกลบเกลื่อน หลอกตัวเองว่าชอบที่เรียนอยู่แค่ไหน ก็ไม่สามารถลืมได้

ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจว่า จะดร็อปเทอมสอง และถ้าไม่ติดแพทย์คราวนี้ก็จะเข้าคณะเภสัชศาสตร์แทน ใกล้เคียงแพทย์ และสนใจที่สุดรองจากแพทย์ในคณะสายสุขภาพ

ผมอ่านหนังสืออย่างจริงจัง ทำข้อสอบอย่างเต็มความสามารถ คะแนน 7 วิชา และความถนัดออกมาสูงกว่าที่คาดไว้ คิดว่าติดชัวร์ ๆ แต่ช่วงเวลาที่รอประกาศผลอย่างเป็นทางการ ก็เป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายใจมาก ทั้งตื่นเต้น ทั้งหวาดเสียว

และแล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ 14 มี.ค. 2557 พอเปิดมา เห็นคะแนนก็ตกใจ คะแนนปีนี้เฟ้อมาก พอเห็นคะแนนต่ำสุดของคณะที่เลือกไว้ก็ตื่นเต้น มันต่ำกว่าคะแนนเรานี่นา ใจยังเต้นแรงอยู่ ผมเลื่อนลงมาจนกระทั่งเห็นชื่อตนเอง วันนั้นเฮกันลั่นบ้าน ผมสอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต้องขอบอกนิดนึง ที่ผมสนใจที่นี่เพราะ ผมประทับใจและภาคภูมิใจในความเป็นลูกพระบิดาตั้งแต่อยู่ ม.มหิดล ที่มีปณิธานในการรับใช้เพื่อนมนุษย์ หลายคนอาจมีความประทับใจแตกต่างกันไป แต่ผมมี First Impression ที่มหิดล สงขลานครินทร์ก็มีปณิธานคล้าย ๆ กัน เป็นลูกพระบิดาเหมือนกัน เรื่องราวนี้อาจดูไร้สาระในสายตาคนอื่นบางคน แต่สำหรับผม ก็เป็นคุณค่าทางจิตใจนะครับ

หลังจากประกาศผลไม่กี่วัน ผมลงใต้ ไปหาดใหญ่ เพื่อนพ่อแม่ที่อยู่หาดใหญ่ก็มีมาก บ้านแม่อยู่ตรัง ดังนั้น บรรยากาศภาคใต้เป็นบรรยากาศที่เคยชินมาตั้งแต่เด็ก และชอบด้วย ชอบบรรยากาศแบบร้านน้ำชา มีติ่มซำยามเช้า ในที่สุดก็ได้มาอยู่ที่นี่

ตอนสัมภาษณ์ก็พบเด็กซิ่วอยู่หลายคนเหมือนกัน มีเพื่อนจากคณะวิทย์ มหิดลรุ่นเดียวกัน (ซิ่วรอบสอง สอบรอบสาม) ที่ไม่รู้จักกัน แต่เป็นเพื่อนของเพื่อน

ในที่สุด ก็ผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ Clearing House เรียบร้อย ตอนนี้ก็รอแค่จองหอ จ่ายค่าเล่าเรียน และเข้าศึกษา

ทั้งหมดนี่ก็คือเส้นทางในการเข้ามหาวิทยาลัยของผม

ผมลังเลอยู่หลายที เข้าศึกษาสองสถาบันมาก่อน ซึ่งทั้งสองที่ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ ที่จริงผมประทับใจสุด ๆ เลย ทุกที่ได้ให้ความรู้ ให้สังคมแก่ผม ได้หล่อหลอมผมมาจนทุกวันนี้ เพียงแต่ว่า ผมก็ได้ค้นพบต้นเองว่า สาขาที่เรียนมันอาจจะยังไม่ใช่ตัวเราก็เท่านั้น ผมมีความสุขในที่ที่เคยเรียนมาทั้งหมดแหละครับ แต่ไม่ว่าผมจะชอบอย่างไร ความฝันที่จะศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ก็ยังไม่เลือนหายไปจากความคิดผม ในที่สุด ผมก็พยายามสุดความสามารถจนสอบติด แพทย์ ม.อ. ในปีนี้แหละครับ

สำหรับท่านอื่น ๆ ก็อาจมีเส้นทางที่แตกต่างกันไป แง่คิดที่ผมให้ได้คือ ที่เราเลือกวันนี้ มันก็อาจมีผลไปตลอดชีวิตนะครับ ยิ่งพบว่าชอบ หรือไม่ชอบอะไร ยิ่งพบเร็วก็ยิ่งดี การที่เราเบนเข็มไปทางอื่น ไม่ได้แปลว่าเราโลเล ไร้จุดยืน เพียงแต่เราตกผลึกทางความคิดแล้ว ไปตามทางที่ชอบเถอะครับ ทางที่เรามีความสุข เสียเวลาไปปีสองปี (หรือบางคน 4 ปีด้วยซ้ำ) ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ในทัศนะผม เวลามันไม่ได้เสียไป แต่มันเป็นช่วงเวลาที่หล่อหลอมเราทำให้เราได้ค้นพบตัวเอง

เมื่อฝัน... ก็จงทำให้ได้

ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบนะครับ คราวนี้เขียนยาวเลย แต่ทั้งหมดที่มาจากใจและเรื่องราวจริง ๆ ครับ จะว่าไป ความฝันผมก็ยังไม่ถึงที่สุดหรอกครับ ยังต้องฝ่าฟันอีก 6 ปี ไม่รวมเรียนต่อเฉพาะทาง ผมคิดว่า นี่แค่ก้าวแรก...

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

มาริโมะ : สมาชิกใหม่ของบ้าน

ตอนเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา (8 มิ.ย. 57) อี๊ (น้า) ของผมโทรมาหาแต่เช้า ชวนไป เจ.เจ.มอลล์ ไปซื้อมอสส์บอล ที่จริงอี๊กำลังสนใจเรื่องสวนขวด และการจัดสวนไม้น้ำในตู้ ดูไปดูมาก็คงไปเจอเจ้ามาริโมะที่เหล่าวัยรุ่นและหนุ่มสาวออฟฟิศสมัยใหม่กำลังสนใจเลี้ยงกันอยู่ จึงเกิดสนใจขึ้นมาบ้าง เพราะมันแปลกสำหรับบ้านเรา (ถึงแม้กระแสตก ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี... บ้านนี้ชอบมีของเล่นใหม่)

เมื่อผมได้รับโทรศัพท์จากอี๊เรื่องจะไปหามาริโมะ ผมจึงรีบเปิดหาข้อมูลทางโลกออนไลน์เกี่ยวกับมาริโมะทันที เรามาดูกันดีกว่าว่ามาริโมะคืออะไรกันแน่



Three common growth forms ofAegagropila linnaei, the lake ball proper, "free-floating filaments" and epilithic


มาริโมะเป็นสิ่งมีชีวิตในตระกูลสาหร่าย (หลาย ๆ เว็บบอกว่าเป็นพืช แต่ผมยังไม่อยากจัดไว้ว่าเป็นพืช ในฐานะที่ศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อยู่) เจ้ามาริโมะเป็น Chlorophyta (สาหร่ายสีเขียว) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aegagropila linnaei มีถิ่นอาศัยอยู่ในทะเลสาบอะคังบนเกาะฮกไกโด ประเทศญี่ปุ่น (และยังพบได้ที่ไอซ์แลนด์อีกด้วย) 

เอาล่ะครับ ...มาถึงวิธีเลี้ยงก็ไม่ยากเย็นอะไรเลย เพียงแค่หาภาชนะที่มีขนาดใหญ่กว่าเจ้ามาริโมะของคุณ แนะนำว่า ภาชนะ อย่าเล็กจนเกินไปเพราะจะทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมได้เร็วเกินไป ทำให้น้ำในภาชนะมีโอกาสที่จะร้อนเกินกว่าที่มาริโมะจะอาศัยอยู่ได้ มาริโมะอยู่ได้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียสนะครับ ต่ำกว่านั้นไม่เป็นไร แค่อย่าให้เป็นน้ำกลายเป็นน้ำแข็งหมดก็พอ

ใส่ภาชนะ ใส่น้ำ แล้วก็ตกแต่งได้ตามใจชอบ บ้างว่า ให้ใส่โซดา แต่ก็มีแหล่งข้อมูลว่า มาริโมะไม่ชอบสภาวะเป็นกรด ฉะนั้น ทางที่ดีก็ใส่น้ำเปล่าเถอะครับ น้ำประปาที่มีคลอรีนนิดหน่อยมันก็อยู่ได้ หรือจะใส่น้ำเย็นก็ยิ่งดี 

นอกจากนั้นก็เปลี่ยนน้ำทุก 1-2 สัปดาห์ พาไปอาบแดดอ่อนๆ ให้มันสังเคราะห์แสงบ้าง (อย่าให้โดนแดดโดยตรงนะครับ) และก็มีเรื่องน่าสนใจอีก เพราะเมื่อเจ้ามาริโมะโดนแดดแล้ว ส่วนมากจะเกิดฟองอากาศเกาะตามตัวมัน เป็นผลจากการสังเคราะห์ด้วยแสงนะครับ และถ้ามีฟองอากาศมากพอ มันอาจลอยน้ำได้ด้วยครับ

ถ้าให้ดีไปกว่านั้น ก็จับมันมาอาบน้ำ คลึงมันเบาๆ เพื่อให้ขนที่เริ่มยาว กลับเข้าเป็นทรงกลมอย่างเดิม แต่อย่าไปเล่นมันแรงเกินไปนะครับ มันอาจจะแตกได้

เรื่องการขยายพันธุ์ แนะนำว่าอย่าไปฉีกมันออกมาแล้วไปปั้น เขาว่ามันมีโอกาสตายสูง ตามธรรมชาติ ควรปล่อยให้มันโตจนมีติ่งงอกออกมา และรอให้มันหลุดออกมาเองครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิถีชีวิตยามอรุณ

น้ำค้างพร่ำพรายฟ้าเมื่อย่ำรุ่ง
บุหงาปรุงกลิ่นหอมย่ำฟ้าสาง
แสงอรุณสาดส่องอยู่รางราง
เมื่อฟ้าสางทุกชีวาจึงคลาเคลื่อน

เสียงไก่ขันเว่าแว่วแจ้วแจ้วเจื้อย
ปักษีเอื้อยวาจามาเป็นเพื่อน
โอ้มนุษย์ ตื่นเช้าไม่แชเชือน
ชีวิตเคลื่อนเข้าวิถีทุกวี่วัน

- ศานติไกวัลย์ -
๒๓ มีนาคม ๒๕๕๗

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ประติมากรรมการจัดวาง ณ ราชดำเนิน

หลังจากตำรวจ ภายใต้การบัญชาการของ ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) (ตั้งขึ้นจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มาความร้ายแรงโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) เข้าบุกใช้กำลังสลายประชาชนที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลโดยปราศจากอาวุธ ซึ่งขณะนั้นกำลังนั่งรวมกลุ่มสวดมนต์หน้าแนวตำรวจ เมื่อช่วงเช้าถึงเที่ยงของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 ณ สะพานผ่านฟ้าลีลาศ สุดท้าย ตำรวจก็ต้องล่าถอยออกไป เนื่องด้วยกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่เรียกกันว่า "นักรบป็อปคอร์น" ออกมาปกป้องประชาชนมือเปล่าที่ถูกตำรวจปราบปรามเข่นฆ่าอย่างโหดร้าย

ทิ้งไว้เพียงรถของกลาง ที่นำมาสนับสนุนการปราบปรามประชาชน ที่คว่ำระเนระนาด บ้างก็ถูกประชาชนพลิกคว่ำลง เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อตำรวจ

ผมได้ลงพื้นที่ไปในวันถัดมาคือ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ได้ถ่ายภาพมาเป็นจำนวนมากให้ทุกท่านได้รับชมกัน 

เริ่มกันด้วย รถสำหรับดันแนวกั้นที่ประชาชนสร้างไว้เพื่อป้องกัน วันนี้ กลายเป็นแท่นโบกธงที่สวยงามกลางถนนราชดำเนิน


รถจำนวนมากที่พลิกคว่ำได้ถูกประชาชนใจศิลป์ผู้รักชาติ ตกแต่งไว้อย่างสวยงามด้วยแถบสีธงชาติไทย


ภาพต่อไปเป็นของกลางที่ตำรวจปราบจลาจลยึดมาจากเต๊นท์ผู้ชุมนุม นอกจากในภาพ ของจำนวนมากเป็นของมีค่าเช่นจักรยาน หรือสิ่งของจำนวนมาก ประชาชนในพื้นที่เล่าว่า ของที่ถูกตำรวจยึดไปนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นของที่ใช้งานได้ ของเก่าๆ ใช้งานไม่ได้แล้ว กลับไม่ยึดไป ...อันนี้ เล่าสู้กันฟัง ให้ทุกท่านไปตัดสินกันเอง








ปิดท้ายด้วยภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ...หวังว่าสักวันประชาธิปไตยของไทยจะเบ่งบานเพื่อมวลมหาประชาชน


หมายเหตุ หลังจากนั้น ศาลแพ่งได้มีคำสั่ง 9 ข้อ หนึ่งในนั้นเป็นการรับรองสิทธิการชุมนุมของมวลมหาประชาชน ตำรวจจึงไม่มีอำนาจในการสลายอีกต่อไป

ข้อคิดว่าด้วยอาหารการกินและความรื่นเริงกับพุทธศาสนา

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

ก้าวแรก ณ แสงสุดท้าย

มะรืนนี้ก็เป็นวันสอบ ๗ วิชาแล้ว เป็นการสอบรอบที่ ๓ แต่ก็ไม่ย่อท้อ เพราะผ่านมหาวิทยาลัยมา ๒ ปีแล้ว ทำให้ความคิดความมุ่งมั่นตกผลึกมากขึ้ข เข้าใจว่าตนควรจะไปสายไหน

ตอนนี้พบแล้วว่า ตนคงจะเหมาะกับสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ แพทย์ ทันตะ เภสัช ...เราจึงเลือกเดินทางนั้น แต่ไม่เบนเข็มอีกแล้ว

แต่สองปีที่ผ่านไป ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ไร้ค่า

ทุกขณะ ทุกเวลา คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด เวลาแห่งมิตรภาพ เวลาแห่งการค้นหาความหมาย...

- Nischwarze N.P. -