วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554
เพลง คำสัญญา
เพลงคำสัญญานั้น แต่เดิมแต่งโดย สหายโพธิ์ (คุณโสภณ ปานสุขนิรันดร์) ซึ่งเสียชีวิตจากการต่อสู้ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อ พ.ศ.2522 ภายหลังได้มีการนำเพลงมาปรับเปลี่ยนเนื้อร้อง จนกลายเป็นเพลงที่รู้อาจคุ้นหูในหมู่ลูกเสือ
อย่างไรก็ตาม เนื้อร้องที่นำมาร้องในหมู่ลูกเสือหรือเนื้อร้องที่คนรู้จักทั่วๆไป ก็ไม่ได้ให้อารมณ์เพลงหรือความซาบซึ้งต่ออุดมการณ์ที่หาญกล้าเพื่อประชาชน ซึ่งแตกต่างจากเนื้อร้องฉบับเดิมที่แต่งโดย สหายโพธิ์ ที่ให้ความรู้สึก และสามารถปลุกเร้าอุดมการณ์ของประชาชนได้ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้น ผมจึงได้นำมาโพสต์ไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นจรรโลงจิตใจเพื่อนเยาวชน
*****************************************
ต่อไปนี้จะเป็นเนื้อร้องฉบับแรกซึ่งประพันธ์ระหว่างการสู้รบ โดย สหายโพธิ์
ก่อนจากกัน ขอสัญญา
ฝากประทับตรึงตรา จนกว่าจะพบกันใหม่
จับมืออำลา่ สัญญาด้วยหัวใจ
เพราะความรักติดตรึงห่วงใย
ด้วยใจผูกพันมั่นคง
ด้วยความดีนั้นฝังตรึง
เราอยู่หลังคำนึง จึงฝากเสียงเพลงไห้
อย่าได้อ่อนแอ เข้มแข็งอย่าหวั่นไหว
พร้อมเสมอที่จะก้าวไป
เมื่อพรรคเรียกร้องต้องการ
*ขอให้เราจงเป็นเมล็ดพืชสีแดง
จะตกที่แห่งหนใดก็จงเติบกล้า
เป็นลูกที่ดีของพรรค ของมวลประชา
เป็นแนวหน้าที่อาจหาญชาญชัย*
หากแผ่นดินไม่ฝังกาย
เมื่อท้องฟ้าพรรณราย คงจะได้พบหน้า
ประชาชนไทยจะสดใสสุขโสภา
เมื่อสังคมอุดมวัฒนา
นี่คือสัญญาของเรา
****************************************************
หวังว่า เยาวชนไทยจะเต็มใจและให้สัตย์ปฏิญาณต่อมวลประชา ตามเนื้อหาอันลึกซึ้งของเพลงนี้นะครับ
อย่างไรก็ตาม เนื้อร้องที่นำมาร้องในหมู่ลูกเสือหรือเนื้อร้องที่คนรู้จักทั่วๆไป ก็ไม่ได้ให้อารมณ์เพลงหรือความซาบซึ้งต่ออุดมการณ์ที่หาญกล้าเพื่อประชาชน ซึ่งแตกต่างจากเนื้อร้องฉบับเดิมที่แต่งโดย สหายโพธิ์ ที่ให้ความรู้สึก และสามารถปลุกเร้าอุดมการณ์ของประชาชนได้ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้น ผมจึงได้นำมาโพสต์ไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นจรรโลงจิตใจเพื่อนเยาวชน
*****************************************
ต่อไปนี้จะเป็นเนื้อร้องฉบับแรกซึ่งประพันธ์ระหว่างการสู้รบ โดย สหายโพธิ์
ก่อนจากกัน ขอสัญญา
ฝากประทับตรึงตรา จนกว่าจะพบกันใหม่
จับมืออำลา่ สัญญาด้วยหัวใจ
เพราะความรักติดตรึงห่วงใย
ด้วยใจผูกพันมั่นคง
ด้วยความดีนั้นฝังตรึง
เราอยู่หลังคำนึง จึงฝากเสียงเพลงไห้
อย่าได้อ่อนแอ เข้มแข็งอย่าหวั่นไหว
พร้อมเสมอที่จะก้าวไป
เมื่อพรรคเรียกร้องต้องการ
*ขอให้เราจงเป็นเมล็ดพืชสีแดง
จะตกที่แห่งหนใดก็จงเติบกล้า
เป็นลูกที่ดีของพรรค ของมวลประชา
เป็นแนวหน้าที่อาจหาญชาญชัย*
หากแผ่นดินไม่ฝังกาย
เมื่อท้องฟ้าพรรณราย คงจะได้พบหน้า
ประชาชนไทยจะสดใสสุขโสภา
เมื่อสังคมอุดมวัฒนา
นี่คือสัญญาของเรา
****************************************************
หวังว่า เยาวชนไทยจะเต็มใจและให้สัตย์ปฏิญาณต่อมวลประชา ตามเนื้อหาอันลึกซึ้งของเพลงนี้นะครับ
ถอดปลั๊ก ถอดนิวเคลียร์
ถึงเวลา ต้อง ถอด เราอยากให้คุณร่วมกัน ถอด พร้อมกับเรา ถอดเพื่อปฏิวัติพลังงานของประเทศไทย
กรีนพีซร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมได้ติดตามการวางแผนและดำเนินนโยบายสาธารณะด้านพลังงานของประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปี แม้เราจะมองเห็นถึงความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องการพัฒนา และการส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดดังจะเห็นได้จากแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 15 ปี ของกระทรวงพลังงาน ถึงกระนั้น โรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดที่วางแผนก่อสร้างในอีกสองทศวรรษหน้าก็ยังคง พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและที่สำคัญคือนิวเคลียร์ โดยมีเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เชิงพาณิชย์น้อยมากโดยเปรียบเทียบ ยังไม่พูดถึงว่า เรายังขาดการใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอยู่ อย่างมหาศาลของประสิทธิภาพด้านพลังงานจากบ้านเรือน และภาคธุรกิจ
สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากการวางแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์ ซึ่งส่งผลให้มีการสูญเสียพลังงานจากเชื้อเพลิงอย่างสูญเปล่าไปถึงสองในสามก่อนที่ไฟฟ้าจะจ่ายออกจากโรงไฟฟ้า ในระหว่างที่ไฟฟ้าถูกส่งไปตามระบบสายส่งก็ยังมีการสูญเสียพลังงานเพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งไปถึงบ้านเรือน ก็เป็นภาระของประชาชนที่จะตัดสินใจว่า จะใช้ไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลืองหรืออย่างเหมาะสม
การที่ความมั่นคงด้านพลังงานกลายมาเป็นวาระสำคัญทางการเมือง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตไฟฟ้าของเรา และถึงแม้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่มากโดยเปรียบเทียบ แต่กลับเป็นภัยคุกคามต่อความยั่งยืนทางสังคมและนิเวศวิทยาของเรา
สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากการวางแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์ ซึ่งส่งผลให้มีการสูญเสียพลังงานจากเชื้อเพลิงอย่างสูญเปล่าไปถึงสองในสามก่อนที่ไฟฟ้าจะจ่ายออกจากโรงไฟฟ้า ในระหว่างที่ไฟฟ้าถูกส่งไปตามระบบสายส่งก็ยังมีการสูญเสียพลังงานเพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งไปถึงบ้านเรือน ก็เป็นภาระของประชาชนที่จะตัดสินใจว่า จะใช้ไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลืองหรืออย่างเหมาะสม
การที่ความมั่นคงด้านพลังงานกลายมาเป็นวาระสำคัญทางการเมือง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตไฟฟ้าของเรา และถึงแม้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่มากโดยเปรียบเทียบ แต่กลับเป็นภัยคุกคามต่อความยั่งยืนทางสังคมและนิเวศวิทยาของเรา
มันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนี้เสมอไป
ในระดับโลก กรีนพีซผลักดันให้มี
การปฏิวัติพลังงานโลก (energy [r]evolution)
ในประเทศไทย เราเชิญชวนให้ทุกคนเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ
ของการลงมือทำอย่างสร้างสรรค์
ในระดับโลก กรีนพีซผลักดันให้มี
การปฏิวัติพลังงานโลก (energy [r]evolution)
ในประเทศไทย เราเชิญชวนให้ทุกคนเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ
ของการลงมือทำอย่างสร้างสรรค์
“ถอดปลั๊กถอดนิวเคลียร์” โดย “หัวใส ใช้พลังงาน (Smart Power)”
ซึ่งคือการตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยการลด ละ เลิกการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลง
จากปฏิบัติการง่าย ๆ คือ “การถอดปลั๊ก” โหมดสแตนบายในบ้าน ในอาคาร ในสำนักงาน ไปจนถึงการช่วยกันผลักดัน“นโยบายสาธารณะด้านพลังงาน” โดยเฉพาะนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติระบบพลังงานไทยไปสู่ความยั่งยืนทางสังคมและนิเวศวิทยา
ซึ่งคือการตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยการลด ละ เลิกการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลง
จากปฏิบัติการง่าย ๆ คือ “การถอดปลั๊ก” โหมดสแตนบายในบ้าน ในอาคาร ในสำนักงาน ไปจนถึงการช่วยกันผลักดัน“นโยบายสาธารณะด้านพลังงาน” โดยเฉพาะนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติระบบพลังงานไทยไปสู่ความยั่งยืนทางสังคมและนิเวศวิทยา
ที่มา : กรีนพีซ ประเทศไทย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

