วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ศาลายา เพียงเวลาสั้น ๆ

เกริ่นนำ

นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ผู้กำลังจะต้องเดินทางไกลไปตามหนทางของตัวเอง ทิ้งไว้เพียงเงาแห่งความทรงจำที่ดี จึงได้บรรยายความรู้สึกออกมาเป็นเรื่องราวไว้ที่นี่ มันอาจไม่ได้เป็นเรื่องราวที่แปลกพิสดารอะไรมาก แต่ก็เป็นความประทับเล็กๆ ของชีวิตคนๆ หนึ่งที่มีต่อสถานที่ที่ให้หลายสิ่งกับเขาตลอดเวลา 1 ปี

ศาลายา เพียงเวลาสั้น ๆ


            และแล้ว วันนี้ก็มาถึง ...
        ตลอดเวลาที่ผมพักอาศัยอยู่หอพักชายในมหาวิทยาลัย ไม่เคยมีรถรามากถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังมาจอดบริเวณถนนคนเดินหน้าหอ ซึ่งปกติจะมาอนุญาตให้รถยนต์ผ่านเข้ามา แต่ละคันกางประตูออกจนสุด พร้อมกับมีผู้คนต่างกำลังขนสัมภาระมากมายขึ้นไปบนรถ
            แน่ล่ะ ช่วงเวลาสุดท้ายสำหรับภาคการศึกษานี้ นักศึกษาที่เป็น เด็กหอ’ ทั้งหลายกำลังทยอยขนของกลับบ้าน ทั่วทั้งบริเวณหน้าหอพักดูวุ่นวายไปหมด ถัดไป มีเวทีเตรียมจัดงานคล้ายคอนเสิร์ตอยู่บริเวณลานกิจกรรมของอาคารศูนย์การเรียนรู้ พร้อมเจ้าหน้าที่ประสานงานอีกมากมาย ทั้งยังมีโต๊ะวางเรียงกันเป็นแถวยาว จะว่าไปแล้ว บรรยากาศที่นี่คึกคักขึ้นมาบ้างก็ดี นักศึกษาจะได้ผ่อนคลายหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการสอบปลายภาคที่เพิ่งผ่านไป

            กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นวันนี้เป็นเสมือนงานเลี้ยงส่ง
        นักศึกษาบางคนจะไม่ได้เรียนต่อที่ศาลายา อาจเป็นเพราะเขาเรียนจบหลักสูตรไปแล้ว หรือไม่ก็เป็นนักศึกษาจากคณะที่อยู่ในกรุงเทพฯ และวิทยาเขตต่างจังหวัด เมื่อถึงเวลา ก็ต้องกลับไปเรียนต่อในคณะที่ตนสังกัด ผมก็เป็นคนหนึ่งที่จะต้องจากศาลายาในเร็วๆ นี้
            งาน “อำลาศาลายา” จัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษามาพบปะสังสรรค์กันก่อนที่จะแยกย้ายกันไป

            บรรยากาศวันนี้ดูเหมือนจะครึกครื้นรื่นเริง แต่ก็แฝงไปด้วยความหงอยเหงาเศร้าสร้อย (อาจเป็นเพราะอารมณ์อ่อนไหวของผมที่มักคล้อยไปตามสถานการณ์ต่างๆ ) แต่เหมือนวันว่างทุกๆ วัน ผมยังคงเดินเล่นบริเวณอาคารศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับหอพักนักศึกษา เดินไป เดินมา ชมบรรยากาศ จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น!
            ตาล เพื่อนจากโรงเรียนเก่าที่มาเรียนชั้นปีที่ ที่ศาลายาเหมือนกัน ชวนผมไปขี่จักรยานชมบรรยากาศรอบบริเวณมหาวิทยาลัย ด้วยความเหงาในขณะนั้น ผมจึงตอบรับเธอทันที

            เราขี่จักรยานมาพักใหญ่ จนเวลาล่วงไปถึง 17.00 น.
            ช่วงเย็นวันนี้ ที่โรงอาหารศูนย์การเรียนรู้ เปิดให้บริการฟรี เนื่องในโอกาสอำลาศาลายาของนักศึกษา เราหยุดขี่จักรยาน และมารับประทานอาหารเย็น ช่างเป็นมื้อเย็นที่อร่อยเสียจริง ทั้งๆ ที่เป็นเมนูอาหารเดิมๆ ที่รับประทานมาแทบทุกวัน

            ท้องฟ้าใกล้จะมืด ตาลก็แยกไปชื่นชมบรรยากาศของงานออกร้านขายของ ส่วนผมนั่งดูคอนเสิร์ตสักครู่หนึ่ง แล้วจึงแยกตัวออกมาจากงาน ขี่จักรยานออกไปตามลำพัง
เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ชอบอยากจะใช้เวลาสนุกกับคนอื่นให้เต็มที่เพื่อทิ้งท้ายความเป็นนักศึกษาปี ที่ศาลายา แต่สำหรับผม จำนวนคนมากๆ ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสนุกขึ้นแต่อย่างไร ช่วงเวลาสุดท้ายของสถานที่นี้ ผมควรจะอยู่กับมันและใกล้ชิดกับมันให้มากที่สุด ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ ออกห่างจากฝูงชน

            ผมขี่จักรยานเสือภูเขาคู่ใจของผมตามลำพัง ผ่านถนนคนเดินหน้าหอพัก และมุ่งไปบริเวณด้านหลังประตูหลังของมหาวิทยาลัย
            ขี่จักรยานจนไปถึงบึงน้ำด้านหลังมหาวิทยาลัย เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของบรรดานักศึกษาและผู้คนที่พำนักอยู่ใกล้ๆ ศาลายา จอดจักรยานและลงไปนั่งพักบนพื้นหญ้าอ่อนนุ่ม แหงนมองท้องฟ้าที่มืดเต็มที่ ทำให้ผมนึกถึงตอนมาที่นี่กับพริม เพื่อนสนิทของผม
            พริมชี้ให้ผมดูดวงดาวบนฟ้า เธอมักนำแผนที่ดาวมาด้วยทุกครั้งที่เรามาชมท้องฟ้ายามค่ำคืน เธอมองดวงดาวแล้วบรรยายมันได้เหมือนนักกวี ผมไม่แปลกใจเลย เพราะถ้าเธอไม่ได้เป็นคนที่มีอารมณ์กวีแบบนี้ ผมก็คงไม่ได้สนิทกับเธอจนได้มาชมท้องฟ้ายามค่ำคืนกัน ดวงดาวบนท้องฟ้าพร่างพรายระยิบระยับ ช่างสวยงามเหลือเกิน ...
                แต่วันนี้พริมกลับบ้านไปแล้ว ผมจึงต้องมาชมท้องฟ้าเพียงคนเดียว ไม่เหมือนกับวันนั้นเลย ผมมองขึ้นไปไม่เห็นดวงดาวสักดวง แต่ผมก็ยังคงแหงนมองไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
            ดาวดวงหนึ่งเริ่มปรากฏให้ผมเห็น ตามมาด้วยดาวอีกสองดวง คืนนี้ดวงดาวปรากฏให้เราเห็นเพียงแค่นี้ คงเป็นเพราะความเศร้าสร้อยของท้องฟ้าศาลายาที่นักศึกษาหลายๆ จะต้องจากไปแล้ว ผมลุกขึ้นมาและขี่จักรยานวนไปวนมาสักพักใหญ่ แล้วกลับไปบริเวณถนนคนเดินหน้าหอพัก ตอนนี้เริ่มสงบลงแล้วเนื่องจากหมดเวลากิจกรรม นักศึกษาต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน แต่ผมเชื่อว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้ไปพักผ่อนหรอก เขาอยากจะใช้เวลากับเพื่อนให้เต็มที่เสียมากกว่า เพื่อนที่นอนเตียงข้างผมก็เช่นกัน เขาบอกว่า คืนนี้จะสังสรรค์โอเวอร์ไนต์กับเพื่อนๆ
           
            ผมจอดจักรยานและเดินมาที่มณฑปพระพุทธรูปประจำศาลายาแห่งนี้ ผมเดินเข้าไปจุดเทียนพร้อมทั้งธูปสามดอก ปักเทียนลง และอธิษฐาน ผมกราบลาท่านในฐานะที่ท่านเป็นพึ่งของนักศึกษายามไม่สบายใจ และผมก็ได้มาหาท่านบ่อยๆ ผมปักธูปลงในกระถาง แล้วถอยออกมา
            ด้วยลมแรงในคืนนั้น เทียนที่ผมเพิ่งจุดไว้ก็ดับลงในทันใด ปกติแล้วผมจะเข้าไปจุดมันใหม่หากเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น แต่วันนี้ ผมไม่เดินเข้าไปจุด แต่ผมกลับเดินออกมา ผมไม่มีเหตุผลอะไรมาก แค่อยากตามใจธรรมชาติของศาลายาบ้าง

            ผมหันดูนาฬิกา ขณะนี้ใกล้จะ 23.00 น. แล้ว หอพักใกล้จะปิด ผมขี่จักรยานกลับหอด้วยความสบายใจที่ได้ใกล้ชิดกับสถานที่แห่งอย่างเต็มที่แล้ว ผมเดินขึ้นหอไป เตรียมเก็บข้าวของกลับบ้านในพรุ่งนี้
            เวลาเพียง ปีที่ศาลายานี้ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน แต่ก็เป็นเพียงเวลาสั้นๆ ที่ได้พบเพื่อนใหม่ มีสังคมใหม่ๆ ได้พบคนหลายประเภท ได้พบอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เอาใจใส่ดูแลนักศึกษาทุกคนเป็นอย่างดี
            มันคงไม่มีอีกแล้ว คืนสุดท้ายสำหรับที่นี่ แต่ชีวิตผมยังต้องเดินทางอีกไกล
           
วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ผมไม่อาจทราบได้ ตอนนี้สิ่งที่ผมคิดถึงอยู่มีเพียงสิ่งเดียว
           
ศาลายา... เพียงเวลาสั้น ๆ...

- จบ -

............................................................................
คำตาม

เวลาผ่านมาถึงวันนี้ ผมยังไม่ลืมช่วงเวลาดี ๆ หนึ่งปีที่ผ่านมา จะเก็บไว้ในความทรงจำ แม้ตัวละครเรื่องนี้ถูกสมมติขึ้น แต่ทุกเรื่องราวนั้น มีเค้าโครงจากเรื่องที่ผมได้ประสบมาทั้งสิ้น

สุดท้ายผมขอฝากบทเพลงที่เด็กศาลายาทุกคนต้องรู้จัก ซึ่งมีความหมายที่ลึกซึ้งกินใจเหลือเกิน นั่นคือเพลง รักน้อง (แต่งโดย : จิ้น กรรมาชน ศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) 


เพลง รักน้อง ปี 2555 (ปีที่ผมเริ่มเข้าศึกษา ณ ศาลายา)


หมายเหตุ : หากมีเวลา ผมจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตผมสมัยอยู่ศาลายาให้ทุกท่านได้อ่านกันนะครับ อาจมีการเปลี่ยนแปลงชื่อบุคคลบ้าง เพื่อไม่ให้ไปพาดพิงโดยที่เจ้าตัวไม่รู้

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

จุดหมายของชีวิต กับอิทธิบาท ๔

มนุษย์เราทุกคนล้วนมีจุดมุ่งหมายในชีวิต แม้แต่ผู้สละโลก ก็ยังมีจุดมุ่งหมายเป็นความดับทุกข์ โดยเป็นไปโดยไม่ยึดมั่นถือมั่น และในการจะก้าวไปถึงจุดมุ่งหมายนั้น เราต้องการแรงกระตุ้นมากมาย และสิ่งที่จะไม่พบไม่ได้เลย นั่นก็คือ อุปสรรค เราจะฝ่าฟันมันไปอย่างไร วันนี้ ผมมีปรัชญาดี ๆ พื้น ๆ ที่คิดว่า คนไทยที่ที่ผ่านโรงเรียนขั้นต้นมาได้ อาจจะรู้จักกันอยู่แล้วทุกคน นั่นก็คือ อิทธิบาท ๔


(พระพุทธเจ้า : ภาพจาก www.amazonaws.com)

อิทธิบาท ๔ เป็นไฉน?
  • ฉันทะ : คือ ความพอใจ ความตั้งใจมั่น ที่จะทำให้ได้ เปรียบเสมือนการที่เราตั้งจุดหมายปลายทางที่จะเดินไปไว้ แต่ว่า แค่จุดหมายอย่างเดียวคงไม่พอ หากไม่ลงมือปฏิบัติ ซึ่งก็คือประการต่อไป
  • วิริยะ : ความเพียร, เมื่อเรามีจุดหมายแล้ว เราต้องลงมือปฏิบัติด้วยความ ตั้งใจ และ ไม่ย่อท้อ ต่ออุปสรรคทั้งหลาย มีความเข้มแข็งอดทน
  • จิตตะ : รับรู้ในสิ่งที่ทำ มีความจดจ่อ ไม่วอกแวก
  • วิมังสา : เป็นการใช้ปัญญาในการวางแผนที่จะเดินไปสู่จุดหมายของตน โดยไม่สะดุดโดยง่าย
เพียง ๔ ข้อนี้ หากทำได้จริง ๆ ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกล 

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

Blog in Plain English

มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเว็บล็อกกันดีกว่า

Video by Commoncraft



พักรบ

ถึง เพื่อน ๆ ชาวบล็อกทุกท่าน (จะมีมากสักเท่าไรกันเชียว)

ช่วงนี้ขอพัก ไม่เขียนบล็อกชั่วคราว ขอไปอ่านหนังสือก่อนนะครับ สามารถติดตามเรื่องราวได้ในไมโครบล็อก (ทวิตเตอร์) ทางด้านล่าง

ขอบคุณครับ

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

ว่าด้วยสุนทรียภาพแห่งชีวิต

มนุษย์เราถือกำเนิดมาบนโลกเป็นเวลาร่วมล้านปี หากนับสายพันธุ์ที่เป็นบรรพบุรุษร่วมเข้าไปด้วย (บางท่านอาจคิดเห็นแตกต่าง ตามแต่ความเชื่อทางศาสนา) สายพุนธุ์เราได้ถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดอารยธรรมขึ้นมา และ "สุนทรียศาสตร์" ก็ล้วนแฝงอยู่ในทุก ๆ อารยธรรม

เมื่อเรากล่าวถึง สุนทรียะ บางคนอาจเข้าใจว่า เป็นพื้นฐานของพวกไม่ทำอะไร เป็นพื้นฐานของคนมีระดับ แท้จริงแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย

หากแต่สุนทรียภาพนั้น ควรมีอยู่ในทุกอิริยาบถของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสุนทรียภาพในการทำงาน ในการเรียน และความหมายที่เข้าใจกันมากที่สุด คือ ในศิลปะ

ดนตรีล้วนสร้างสุนทรียภาพให้แก่ชีวิต ตามแต่ประเภทของดนตรี

กวี ก็ล้วนเป็นสุนทรียภาพด้วยตัวของมันเองอยู่แล้่ว

จิบน้ำชา จิบกาแฟ ก็ให้อารมณ์ไปอีกอย่าง