วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557
Happiness is here and now
วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557
เส้นทางชีวิต ความฝัน สู่รั้วมหาวิทยาลัย
วันนี้ว่าง ๆ อยากเขียนบล็อกเกี่ยวกับเส้นทางในการเข้ามหาวิทยาลัยของตัวเองสักหน่อย ถ้าลองไปดูบทความเก่า ๆ ก็จะเห็นบทความ ศาลายา เพียงเวลาสั้น ๆ ซึ่งเล่าถึงชีวิตของผมตอนอยู่ศาลายา ชื่อบุคคลในเรื่องราวผมได้สงวนไว้ แต่เรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง (แต่ก็ยังเล่าไม่หมด ไว้มีเวลาจะมาเล่าเป็นเรื่อง ๆ เลยครับ)
มาวันนี้ ผมขอเล่าถึงเรื่องเส้นทางชีวิตสู่มหาวิทยาลัยของผมกันบ้างดีกว่า...
ผมก็เหมือนเด็กเรียนทั่วไปที่มีความฝัน ผมฝันอยากจะแพทย์ หรือไม่ก็นักวิจัย ซึ่งเดิมที ผมอยากจะเป็นนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กเพราะผมมีความสนใจเกี่ยวกับไดโนเสาร์ ทำให้ชอบศึกษาหาความรู้เพิ่งเติมไปเรื่อย และก็ค้นไปจนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์แทบจะทุกแขนง รวมถึงการแพทย์ (แต่ยังไม่มีความฝันจะแพทย์แม้แต่นิดเดียว) จนกระทั่ง ผมอยู่ชั้น ม.4 (ปี 2552) ซึ่งผมเข้าศึกษาในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ
เมื่อเริ่มขึ้น ม.ปลาย ก็มักจะมีโครงการค่ายต่าง ๆ เปิดให้เราเข้าไปสัมผัสชีวิตการศึกษาในแต่ละสาขา แต่ละสถาบัน ตอนนั้นมี ค่ายเส้นทางสู่หมอศิริราช ครั้งที่ 11 กำลังเปิดรับสมัคร วิธีการสมัครคือ ตอบคำถามที่ทางค่ายถามมาเพื่อดูทัศนคติของเรา และนำไปคัดเลือก (คงเป็นเพราะมีคนสมัครทั่วประเทศ ไม่สามารถรับทุกคนได้) ตอนนั้นผมแค่อยากลองเข้าไปดูการเรียนแพทย์ แต่ยังไม่ได้คิดอยากเป็นหมอ พอมาเล่าให้พ่อฟังว่ามีค่าย พ่อก็บอกลองสมัครไปดูสิ เสียตังค์ไม่เท่าไรเอง
ในที่สุด ผมก็สมัครและได้รับคัดเลือกให้ไปเข้าค่ายนี้ ซึ่งจัดขึ้นช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม เริ่มแรกก็แนะนำประวัติความเป็นมาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จากนั้นก็มีกิจกรรม และพาไปดูห้องแล็บ ศึกษากายวิภาคจากร่างอาจารย์ใหญ่ (ผู้บริจาคร่าง) ค่ายจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน ไป-กลับเอง
หลังจากวันนั้น ผมเริ่มมีความสนใจในการศึกษาแพทยศาสตร์ นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้คน ยังสามารถศึกษาและเข้าใจสิ่งใหม่ ๆ ได้อีกด้วย
พอถึงเดือนธันวาคม ผมก็ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมกิจกรรม ค่ายสู่ฝันวันเป็นหมอ ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คราวนี้เข้าค่ายสามวันที่ มศว.องครักษ์ จ.นครนายก และค้างคืนในแคมปัสนั้นเลย ครั้งนี้ได้ใกล้ชิดกิจกรรมหลาย ๆ อย่างเหมือนกัน ได้ดูการทำคลอด พบผู้ป่วยแผนกต่าง ๆ ฟังเสียงหัวใจ และอื่น ๆ อีกมากมาย จนกระทั่ง ผมมีความสนใจจะศึกษาและทำงานในด้านนี้อย่างจริงจัง
โดยสรุปความใฝ่ฝันในตอนนั้นก็คือ อยากเป็นนักวิจัย หรือแพทย์ อย่าหาว่าผมโลเลอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ โดยส่วนตัว ผมมักชอบศึกษาหลาย ๆ แขนงไปควบคู่กันอยู่แล้ว ฉะนั้นผมจึงชอบในหลาย ๆ ด้าน แม้แต่โบราณคดี วรรณกรรม และศิลปะ แต่ว่าสาขาที่ชอบและอยากทำงานก็คือวิทยาศาสตร์ทั้งหลายนี่แหละครับ (รวมถึงแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ แต่สาธารณสุขศาสตร์กับเทคนิคการแพทย์นี้ ผมสนใจศึกษา แต่ไม่ได้สนใจจะทำงานด้านนี้สักเท่าไร)
เมื่อผมอยู่ ม.6 และกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยผมจึงสมัคร กสพท. เพื่อสอบเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ และสมัครสอบรับตรงของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทั้งสองใช้คะแนนสอบวิชาสามัญ 7 วิชาที่จัดโดย สทศ. ในปีนั้นผมรู้สึกว่าตนเองยังไม่ค่อยมีความเป็นผู้ใหญ่สักเท่าไร หนังสือเตรียมสอบมหาวิทยาลัยก็แทบไม่ได้อ่าน ข้อสอบ 7 วิชาก็รู้สึกว่ามันยากมาก ๆ (เป็นปีแรกที่จัด และยังไม่มีแนวข้อสอบมาก่อนเลย) ทำให้ผมเลิกสนใจในเรื่องรับตรงที่เหมือนจะไม่มีโอกาสแล้ว ผมไปใส่ใจกับการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2555 โดยพยายามทบทวนบทเรียนให้มากขึ้น (แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มากขึ้นเลย)
ในเดือนมกราคม ช่วงที่ผลสอบรับตรงของมหาวิทยาลัยมหิดลคณะต่าง ๆ ออกมา ผมไม่ได้สนใจเลย จนกระทั่งเพื่อนมาบอกว่า สอบติดคณะวิทยาศาสตร์แล้ว ผมก็งง ๆ และลองเปิดดู ปรากฏว่าติดจริง ๆ อย่างไม่ได้คาดหมาย (แต่หวังอยู่ลึก ๆ) จากนั้นก็ไปสอบสัมภาษณ์ และผลก็ปรากฏว่า ผ่าน
ผมเป็นคนไม่ค่อยคิดจะซิ่วเลย คิดว่าสอบติดที่ไหนก็จะเรียนที่นั่นจนจบ เพราะที่เลือกไว้ทั้งหมดก็ล้วนแต่สนใจจะเข้าศึกษา ไม่ได้สมัครเพื่อแค่ว่าได้เรียนได้ติด ในที่สุด ผมก็เข้าศึกษาที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลอย่างมีความสุข บรรยากาศปี 1 ที่ศาลายาก็ดีเหลือเกิน มีวิชาศึกษาทั่วไปหรือชาวมหิดลเรียกกันว่า มูเก้ (MUGE) ที่จะได้เรียนรวมกับหลาย ๆ คณะ เวลาผ่านไปอย่างมีความสุขหลงระเริงกับกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งของคณะ ของกลุ่มเพื่อน และชมรมพุทธศาสตร์ที่เป็นเหมือนบ้านอีกหลัง แม้จะมีขัดใจกันบ้างตามปกติของมนุษย์ แต่สุดท้ายทุกคนก็สามารถพึ่งพากันได้ (เล่าย่อ ๆ แค่นี้สำหรับชีวิตที่ศาลายา ไว้วันหลังจะมาเล่าโดยละเอียดเลยครับ)
กล่าวโดยสรุป ชีวิตที่ศาลายาก็เป็นชีวิตที่ดี ผมก็ภูมิใจในคณะและสถาบันของผม จนกระทั่งคืนหนึ่ง ผมเกิดฝันว่า มีรุ่นพี่ที่ค่ายหมอศิริราชและอาจารย์ใหญ่มาบอกว่า "รออยู่นะ" ทำให้วันรุ่งขึ้น ผมวุ่นวายใจทั้งวัน คิดแต่เรื่องว่า เราควรจะลองสอบหมออีกไหม ที่ฝันนั้น ก็คงเป็นเพราะว่าในใจลึก ๆ อยากเรียนแพทย์อยู่นั่นแหละ โทรมาปรึกษาพ่อแม่ในที่สุด ก็คิดสอบ เรียนไปด้วย ทบทวนตำราไปด้วย แต่เนื่องจากเทอมแรกยังปรับตัวไม่ได้ เกรดที่ออกมาจึงไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก แต่โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาของผม เข้าใจนักศึกษาใหม่เป็นอย่างดีและคอยเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง (เอาใจใส่และคลุกคลีกับนักศึกษามากจนบางทีพูดถึงแล้ว ก็ซาบซึ้งใจที่อาจารย์มหาวิทยาลัยใส่ใจนักศึกษาอย่างเราได้มากขนาดนี้)
ที่คณะมีเพื่อนที่คิดจะซิ่วเหมือนกันอยู่จำนวนหนึ่ง บางคนก็ลาออกไปตั้งแต่สอบกลางภาคครั้งแรก บางคนก็อยู่ 1 เทอม ใจผมก็หวิว ๆ ที่เพื่อนลาออกไปมากมาย ส่วนผมก็เรียนไปด้วย อ่านเตรียมสอบหมอไปด้วย และทำกิจกรรมร่วมกับชมรมพุทธศาสตร์ไปด้วย จนสอบความถนัดแพทย์ สอบ 7 วิชาผ่านไป คะแนนออกมาสูงกว่าเดิมมาก ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำมาทั้งหมด แต่ว่าคะแนก็ไม่ได้สูงจนถึงขั้นที่จะสอบติดแพทย์ แต่ว่าเมื่อทำคะแนนได้ดีขึ้นขนาดนี้แล้ว ทำให้ผมเริ่มลังเลว่า ปีนี้ไม่ได้เอาจริง ควรไหมที่เราจะลองอีกครั้ง อีกอย่าง ช่วงนั้นกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเลือกสาขาวิชาเอกที่จะเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ ผมยังตัดสินใจไม่ได้ ที่ชอบก็มีพฤกษศาสตร์และชีววิทยา แต่มันก็ยังติดขัดในใจ เพราะยังไม่ได้ชอบมากที่สุด
วันนั้นเป็นเย็นวันศุกร์ที่ประกาศผล 7 วิชา (ปี 2556) ผมมาอย่ที่บ้าน ปรึกษาพ่อแม่ ในที่สุดวันจันทร์ ผมกลับไปศาลายา และไปลาออกจากคณะ คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน อาจารย์ก็เข้าใจ แถมยังส่งเสริมให้เราเรียนในสิ่งที่เราชอบจริง ๆ
ปีนั้น เราก็ยื่นแอดมิชชันเข้า สาขาวิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสาขาที่เราเคยใฝ่ฝันไว้ตอนเด็ก ๆ แต่เลิกสนใจไปในช่วงหลัง ผมใช้คะแนนเก่ายื่นและก็ติด ผมคิดว่า ที่เป็นสาขาที่ชอบรองจากแพทย์ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า ถ้าไปติดแพทย์คราวนี้ ก็คงไปด้านนี้จนจบ
แต่ด้วยอารมณ์ภาคภูมิใจในช่วงนั้น ทำให้เริ่มลืมเป้าหมายเดิมที่จะเรียนแพทย์ กลับคิดว่าจะเรียนที่นี่เลย ไม่สอบอีกแล้ว แต่ว่า คืนเดียวกันกับปีก่อน (วันที่ เดือน เดียวกัน) ผมฝันถึงอาจารย์ใหญ่อีกแล้ว ฝันถึงคณะแพทย์ ผมจึงตระหนักได้ว่า ไม่ว่าอย่างไร ผมก็ลืมความฝันที่จะเข้าคณะแพทย์ไม่ลง แม้จะกลบเกลื่อน หลอกตัวเองว่าชอบที่เรียนอยู่แค่ไหน ก็ไม่สามารถลืมได้
ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจว่า จะดร็อปเทอมสอง และถ้าไม่ติดแพทย์คราวนี้ก็จะเข้าคณะเภสัชศาสตร์แทน ใกล้เคียงแพทย์ และสนใจที่สุดรองจากแพทย์ในคณะสายสุขภาพ
ผมอ่านหนังสืออย่างจริงจัง ทำข้อสอบอย่างเต็มความสามารถ คะแนน 7 วิชา และความถนัดออกมาสูงกว่าที่คาดไว้ คิดว่าติดชัวร์ ๆ แต่ช่วงเวลาที่รอประกาศผลอย่างเป็นทางการ ก็เป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายใจมาก ทั้งตื่นเต้น ทั้งหวาดเสียว
และแล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ 14 มี.ค. 2557 พอเปิดมา เห็นคะแนนก็ตกใจ คะแนนปีนี้เฟ้อมาก พอเห็นคะแนนต่ำสุดของคณะที่เลือกไว้ก็ตื่นเต้น มันต่ำกว่าคะแนนเรานี่นา ใจยังเต้นแรงอยู่ ผมเลื่อนลงมาจนกระทั่งเห็นชื่อตนเอง วันนั้นเฮกันลั่นบ้าน ผมสอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต้องขอบอกนิดนึง ที่ผมสนใจที่นี่เพราะ ผมประทับใจและภาคภูมิใจในความเป็นลูกพระบิดาตั้งแต่อยู่ ม.มหิดล ที่มีปณิธานในการรับใช้เพื่อนมนุษย์ หลายคนอาจมีความประทับใจแตกต่างกันไป แต่ผมมี First Impression ที่มหิดล สงขลานครินทร์ก็มีปณิธานคล้าย ๆ กัน เป็นลูกพระบิดาเหมือนกัน เรื่องราวนี้อาจดูไร้สาระในสายตาคนอื่นบางคน แต่สำหรับผม ก็เป็นคุณค่าทางจิตใจนะครับ
หลังจากประกาศผลไม่กี่วัน ผมลงใต้ ไปหาดใหญ่ เพื่อนพ่อแม่ที่อยู่หาดใหญ่ก็มีมาก บ้านแม่อยู่ตรัง ดังนั้น บรรยากาศภาคใต้เป็นบรรยากาศที่เคยชินมาตั้งแต่เด็ก และชอบด้วย ชอบบรรยากาศแบบร้านน้ำชา มีติ่มซำยามเช้า ในที่สุดก็ได้มาอยู่ที่นี่
ตอนสัมภาษณ์ก็พบเด็กซิ่วอยู่หลายคนเหมือนกัน มีเพื่อนจากคณะวิทย์ มหิดลรุ่นเดียวกัน (ซิ่วรอบสอง สอบรอบสาม) ที่ไม่รู้จักกัน แต่เป็นเพื่อนของเพื่อน
ในที่สุด ก็ผ่าน 100 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ Clearing House เรียบร้อย ตอนนี้ก็รอแค่จองหอ จ่ายค่าเล่าเรียน และเข้าศึกษา
ทั้งหมดนี่ก็คือเส้นทางในการเข้ามหาวิทยาลัยของผม
ผมลังเลอยู่หลายที เข้าศึกษาสองสถาบันมาก่อน ซึ่งทั้งสองที่ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ ที่จริงผมประทับใจสุด ๆ เลย ทุกที่ได้ให้ความรู้ ให้สังคมแก่ผม ได้หล่อหลอมผมมาจนทุกวันนี้ เพียงแต่ว่า ผมก็ได้ค้นพบต้นเองว่า สาขาที่เรียนมันอาจจะยังไม่ใช่ตัวเราก็เท่านั้น ผมมีความสุขในที่ที่เคยเรียนมาทั้งหมดแหละครับ แต่ไม่ว่าผมจะชอบอย่างไร ความฝันที่จะศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ก็ยังไม่เลือนหายไปจากความคิดผม ในที่สุด ผมก็พยายามสุดความสามารถจนสอบติด แพทย์ ม.อ. ในปีนี้แหละครับ
สำหรับท่านอื่น ๆ ก็อาจมีเส้นทางที่แตกต่างกันไป แง่คิดที่ผมให้ได้คือ ที่เราเลือกวันนี้ มันก็อาจมีผลไปตลอดชีวิตนะครับ ยิ่งพบว่าชอบ หรือไม่ชอบอะไร ยิ่งพบเร็วก็ยิ่งดี การที่เราเบนเข็มไปทางอื่น ไม่ได้แปลว่าเราโลเล ไร้จุดยืน เพียงแต่เราตกผลึกทางความคิดแล้ว ไปตามทางที่ชอบเถอะครับ ทางที่เรามีความสุข เสียเวลาไปปีสองปี (หรือบางคน 4 ปีด้วยซ้ำ) ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ในทัศนะผม เวลามันไม่ได้เสียไป แต่มันเป็นช่วงเวลาที่หล่อหลอมเราทำให้เราได้ค้นพบตัวเอง
เมื่อฝัน... ก็จงทำให้ได้
ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบนะครับ คราวนี้เขียนยาวเลย แต่ทั้งหมดที่มาจากใจและเรื่องราวจริง ๆ ครับ จะว่าไป ความฝันผมก็ยังไม่ถึงที่สุดหรอกครับ ยังต้องฝ่าฟันอีก 6 ปี ไม่รวมเรียนต่อเฉพาะทาง ผมคิดว่า นี่แค่ก้าวแรก...
