วันนี้ อยากจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่เต็มไปด้วยการแสวงหาความหมายของผม ซึ่งการแสวงหาก็ยากที่จะสิ้นสุด คงจะได้โพสต์ลงเรื่อย ๆ
ตั้งแต่ยุคฮิปปี้ ยุคบุปฝาชน ได้มีผู้คนวัยหนุ่มสาวจำนวนมากออกจากชีวิตแบบเดิม ๆ เพื่อแสวงหาความหมายของชีวิต แสวงหาเสรีภาพ แสวงหาสันติภาพ บ้างก็ออกจากสถาบันการศึกษาลงสู่ถนน มุ่งสู่ชนบท จนกลายเป็นกระแสไปทั่วโลก และในขณะนั้นก็เป็นกระแสต่อต้านสงครามด้วย (ในสมัยนั้นเป็นช่วงต่อต้านสงครามเวียดนาม) คนหนุ่มสาวบางกลุ่มก็อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด ความฝันเริ่มจางหาย คนจำนวนมากกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่ก็ยังมาพบปะกันด้วยบรรยากาศแบบเดิม ๆ เล่นดนตรี นั่งรอบกองไฟ โชคดีที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศอย่างนั้นกับกลุ่มเพื่อนของพ่อแม่ผม ที่เป็นยุคเสรีชน เพื่อชีวิต จึงได้ซึมซับความคิดมากเป็นจำนวนมาก
ในสมัยนี้ คนที่แสวงหาความหมายของชีวิตมีจำนวนไม่มาก แต่ก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความเครียดจากการใช้ชีวิตภายในเมืองทำให้คนหนุ่มสาวตั้งคำถามกับชีวิตของตน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น บางครั้งผมนั่งมองตนและสงสัยว่า การที่เราเกิดมานั้น เรามีความหมายอะไร ชีวิตนั้นคืออะไร แม้ผมจะเกิดมาในสังคมพุทธ แต่ก็เป็นพุทธเสรีที่ไม่ยึดติดในจารีตจนเกินไป ทำให้ผมเปิดกว้างทางความคิด ค้นหาสัจธรรมทั้งหลาย เริ่มแรกก็ได้อ่านหนังสือ คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งก็ได้ให้ความหมายและจุดหมายของชีวิตอย่างมีเหตุผล ปราศจากเรื่องงมงายอันเป็นเนื้องอกของศาสนาทำให้เกิดการยึดติดมากขึ้น การที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดแนวนี้ ทำให้ผมเริ่มศึกษาเรื่อง เซน นิกายหนึ่งในพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในดินแดนจีนและไปเจริญงอกงามในประเทศญี่ปุ่น
เซน มีแนวคิดที่ให้คนเราอยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ปราศจากพิธีรีตองที่เกะกะ และน้อมจิตสู่ความว่าง เซนไม่สอนให้ไปสู่สวรรค์ ภพหน้า หรือนิพพานแต่อย่างใด เนื่องจากความคิดดังกล่าวไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลยนอกจากจะทำให้จิตใจรกรุงรังไปด้วยความอยาก โดยบางครั้งก็ปราศจากการปฏิบัติ แต่เซนกลับสอนให้มองที่ปัจจุบันเป็นหลัก เส้นทางนั่นแหละคือจุดหมาย ดังนั้นไม่ต้องมองไปข้างหน้าให้มากนัก แม้เซนจะสอนให้ใช้ชีวิตตามปกติ แต่เซนก็มีการนั่งสมาธิหรือที่เรียกว่า ซาเซน การนั่งสมาธิแบบนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพ้นทุกข์ เพื่อมีทิพยจักษุ หรือบรรลุแต่อย่างใด กลับเป็นเพียงแค่การนั่ง นั่งเฉย ๆ กลับสู่ความสงบเรียบง่าย กลมเกลียวกับธรรมชาติเท่านั้น
ด้วยเหตุที่กล่าวมา เซนจึงเป็นหนึ่งในพื้นฐานความคิดของผม แต่นอกเหนือจากนั้น ผมก็ยังศึกษาเรื่องทางปรัชญาแนวอื่นด้วยเช่น อัตถิภาวะนิยม (Existentialism) ที่ได้รับการนิยามโดย ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ เป็นแนวคิดที่ปฏิเสธความรกรุงรังจากการเมื่อเรื่องอภิปรัชญาของนักปรัชญายุคก่อน ๆ ที่มองสิ่งรอบนอกตัวมนุษย์ก่อน อัตถิภาวะนิยมเน้นเรื่องเสรีภาพของมนุษย์ และมองว่า ชีวิตมนุษย์กำหนดโดยมนุษย์เองมิใช่เรื่องเหนือธรรมชาติอื่นใด แต่ก็หาใช่เสรีภาพอันไร้ขอบเขตเนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและมนุษย์ต้องรับผิดชอบการตัดสินใจทั้งหลายอันเกิดจากเสรีภาพนั้น ปรัชญาสำนักนี้ถือได้ว่าน่าสนใจทีเดียวสำหรับผู้ที่ชอบการแสวงหา (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ สารานุกรมปรัชญา: อัตถิภาวะนิยม)
และเมื่อแสวงหาคำอธิบายแล้ว เราก็หันกลับมาสู่การแสวงหาเชิงศิลปะบ้าง ศิลปะนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างสีสันแก่ชีวิตของมนุษย์ เหมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า "วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ทำให้โลกเราน่าอยู่มากขึ้น แต่ศิลปะ งานเขียน บทกวีต่างหาก ที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่" (ผมอาจจำข้อความได้ไม่ถูกต้องเท่าไรนัก แต่โดยรวม ใจความก็ออกมาในแนวนี้) ผมชื่นชอบเพลงไทยยุคเพื่อชีวิต และเพลงสากลในยุคฮิปปี้ ที่เนื้อหาเน้นความเรียบง่าย เสรีภาพ บ้างก็เสียดสีสังคมและกระตุ้นในผู้คนมองสังคมในมุมที่ต่างออกไป บทเพลงในยุคนั้น จะมีนอกหาที่ฉีกกรอบของจารีตออกไป เผยให้เห็นถึงชีวิตในมุมใหม่ แนวทางใหม่นี้รวมไปถึงบทกวีที่มักเรียกกันว่า กลอนเปล่า (Blank Words) ที่ปราศจากฉันทลักษณ์ใด ๆ แต่มุ่งเน้นอารมณ์และความรู้สึกที่ต้องถ่ายทอดออกมา ผ่านการจัดถ้อยคำและเว้นวรรค เว้นช่องว่างสำหรับความคิดของแต่ละคน
ทั้งหมดที่กล่าวมาคือ แนวคิดพื้นฐานที่ผมชื่นชอบ แต่แนวทางนี้ก็ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องที่สุดสำหรับทุกคน ผมคิดว่า แนวทางที่ถูกต้องนั้นไม่มี มีเพียงแนวทางที่เหมาะสมกับปัจเจกบุคคล
สุดท้ายนี้ผมขอฝากบทเพลง Blowin' In The Wind แต่งโดย Bob Dylan ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของเพลงในยุคฮิปปี้ที่ตั้งคำถามต่อสังคม และกระตุ้นให้คนเห็นคุณค่าของสันติภาพ
Blowin' In The Wind ขับร้องโดย Peter, Paul and Mary
ขอทุกท่านจงมีความสุข และก้าวเดินไปบนหนทางของตน...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น